การซื้อรถคันแรกเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่ใหญ่รองจากบ้าน แต่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาเลือกสีรถนานกว่าเวลาอ่านสัญญาเช่าซื้อ ผลคือหลายคนผ่อนไปหลายปีแล้วเพิ่งรู้ว่าจ่ายดอกเบี้ยไปเท่าไหร่ บทความนี้อธิบายกลไกให้เห็นชัดก่อนตัดสินใจ
ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถคิดไม่เหมือนสินเชื่อบ้าน
จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือเรื่องนี้ สินเชื่อบ้านคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือดอกเบี้ยคิดจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริง ยิ่งผ่อนไปเงินต้นยิ่งลด ดอกเบี้ยยิ่งน้อยลง
แต่สินเชื่อเช่าซื้อรถส่วนใหญ่คิดแบบอัตราคงที่หรือที่เรียกว่าเรทคงที่ ดอกเบี้ยคิดจากยอดจัดเต็มจำนวนคูณด้วยจำนวนปี ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าคุณจะผ่อนไปแล้วเท่าไหร่ก็คิดจากยอดเดิม
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ จัดไฟแนนซ์ 600000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ ผ่อน 6 ปี ดอกเบี้ยรวมคือ 600000 คูณ 3 เปอร์เซ็นต์ คูณ 6 ปี เท่ากับ 108000 บาท ยอดรวมที่ต้องจ่ายคือ 708000 บาท หารด้วย 72 งวด ตกงวดละ 9834 บาท
ถ้าเทียบเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกที่เราคุ้นเคยจากสินเชื่อบ้าน อัตราคงที่ 3 เปอร์เซ็นต์จะเทียบเท่าประมาณ 5.5 ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ประมาณเกือบสองเท่าของตัวเลขที่เห็นในโฆษณา ตัวเลขนี้ไม่ใช่การหลอกลวง แต่เป็นวิธีคิดที่ต่างกัน ซึ่งคนซื้อควรรู้ไว้เพื่อเทียบให้ถูก
ดาวน์เท่าไหร่ถึงเหมาะ
ยิ่งดาวน์มาก ยอดจัดยิ่งน้อย ดอกเบี้ยรวมยิ่งน้อยตามไปด้วย เพราะดอกเบี้ยคิดจากยอดจัด ดาวน์ต่ำที่ดูน่าสนใจในโฆษณาจึงแลกมาด้วยดอกเบี้ยรวมที่สูงกว่า
หลักที่ใช้ได้จริงคือดาวน์อย่างน้อย 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ย แต่เพราะรถเป็นทรัพย์สินที่มูลค่าลดเร็วในช่วงสองสามปีแรก ถ้าดาวน์น้อยเกินไป จะเกิดสถานะที่ยอดหนี้คงเหลือสูงกว่าราคาขายรถจริง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ถ้าวันหนึ่งต้องขายรถหรือรถเกิดอุบัติเหตุเสียหายหนัก
ค่าใช้จ่ายที่คนลืมคิด
ค่างวดไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการมีรถ ค่าใช้จ่ายรายปีที่ต้องบวกเพิ่มมีอีกหลายรายการ
- ประกันภัยชั้น 1 ประมาณ 15000 ถึง 25000 บาทต่อปีสำหรับรถใหม่
- พ.ร.บ. และภาษีรถประจำปี ประมาณ 2000 ถึง 4000 บาท
- ค่าน้ำมันหรือค่าไฟชาร์จ ตามระยะทางที่ใช้จริง
- ค่าบำรุงรักษาตามระยะ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ยาง เบรก แบตเตอรี่
- ค่าที่จอดรถรายเดือน ถ้าอยู่คอนโดหรือหอพัก
- ค่าทางด่วนและค่าจอดรายวัน
รวมแล้วค่าใช้จ่ายนอกค่างวดอาจอยู่ที่ 3000 ถึง 6000 บาทต่อเดือน ซึ่งควรคิดรวมไว้ในงบตั้งแต่ต้น
สัดส่วนที่ปลอดภัยต่อรายได้
หลักที่นิยมใช้คือค่างวดรถไม่ควรเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือน และค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่เกี่ยวกับรถ ทั้งค่างวด ประกัน น้ำมัน และค่าบำรุงรักษา ไม่ควรเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้
อีกข้อที่ธนาคารดูคือภาระหนี้รวมทุกก้อน ทั้งบ้าน รถ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล รวมกันไม่ควรเกินประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ถ้าเกินกว่านี้โอกาสอนุมัติจะต่ำลงและความเสี่ยงผิดนัดจะสูงขึ้น
กับดักที่คนซื้อรถมักพลาด
- เลือกดูแค่ค่างวดต่อเดือนว่าถูกไหม แล้วไม่ดูจำนวนงวดกับดอกเบี้ยรวม การยืดงวดออกไปทำให้ค่างวดถูกลงแต่จ่ายรวมมากกว่ามาก
- คิดว่าปิดค่างวดก่อนกำหนดแล้วประหยัดดอกเบี้ยได้ทั้งหมด ตามกฎหมายไทยการปิดก่อนกำหนดได้ส่วนลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนด แต่ไม่ได้คืนทั้งจำนวน ควรถามอัตราส่วนลดที่ชัดเจนก่อนเซ็นสัญญา
- ยอมให้เพื่อนหรือญาติใช้ชื่อเราจัดไฟแนนซ์ ในทางกฎหมายผู้เช่าซื้อคือคนที่ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมด ไม่ใช่คนที่ใช้รถ
- ไม่อ่านเงื่อนไขการยึดรถ โดยหลักตามประกาศคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ให้เช่าซื้อจะยึดรถได้เมื่อผิดนัดชำระสามงวดติดกันและได้ส่งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดแล้ว
- ซื้อรถเกินตัวเพราะเชื่อว่ารายได้จะเพิ่มในอนาคต สัญญาผูกเรา 6 ถึง 7 ปี ซึ่งนานพอที่หลายอย่างในชีวิตจะเปลี่ยน
สรุป
ก่อนเซ็นสัญญาให้ขอตัวเลขสามอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ยอดจัด ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญา และยอดที่ต้องจ่ายทั้งหมดเมื่อผ่อนครบ แล้วเทียบสองสามที่ก่อนตัดสินใจ ดาวน์ให้ได้ 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เลือกจำนวนงวดสั้นที่สุดที่ยังผ่อนสบาย และคิดค่าใช้จ่ายรวมของรถไม่ให้เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ตัวเลขที่เขียนออกมาบนกระดาษก่อนซื้อ ช่วยได้มากกว่าความรู้สึกตอนอยู่ในโชว์รูม
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย