คู่รักที่กำลังวางแผนมีลูกมักถามคำถามเดียวกันคือ ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพร้อม คำตอบตรงๆ คือไม่มีตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกคน แต่สิ่งที่ทำได้คือประเมินให้เห็นภาพว่าเงินจะออกไปทางไหนบ้าง แล้วเตรียมให้ตรงจุด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าเงินก้อนใหญ่คือค่าคลอด ความจริงคือค่าคลอดเป็นรายจ่ายครั้งเดียว แต่สิ่งที่กระทบการเงินระยะยาวคือ **รายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนต่อเนื่องไปอีกยี่สิบปี**
รายจ่ายก้อนแรก ช่วงตั้งครรภ์ถึงคลอด
- ค่าฝากครรภ์และตรวจตลอดการตั้งครรภ์
- ค่าคลอด ซึ่งต่างกันมากระหว่างโรงพยาบาลรัฐกับเอกชน และระหว่างคลอดธรรมชาติกับผ่าคลอด
- ของใช้จำเป็นก่อนคลอด เช่น เตียง คาร์ซีท รถเข็น เสื้อผ้า ขวดนม
สองข้อแรกมักลดได้มากถ้าใช้สิทธิที่มีอยู่ **สิทธิประกันสังคมมีเงินค่าคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์บุตรรายเดือน สิทธิบัตรทองครอบคลุมการฝากครรภ์และคลอดในสถานพยาบาลตามสิทธิ ส่วนข้าราชการเบิกได้ตามระเบียบ** หลายคู่เสียเงินไปโดยไม่จำเป็นเพราะไม่ได้ตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อน
ส่วนของใช้ ควรแยกให้ชัดระหว่างของจำเป็นจริงกับของที่ใช้ไม่กี่เดือน ของหลายอย่างรับต่อจากญาติหรือซื้อมือสองสภาพดีได้โดยไม่กระทบอะไร ยกเว้นคาร์ซีทและที่นอนที่ควรเลือกของใหม่หรือรู้ประวัติชัดเจนเพื่อความปลอดภัย
รายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน
- นมและอาหารเด็ก โดยเฉพาะปีแรก
- ผ้าอ้อม ซึ่งเป็นรายจ่ายที่คนประเมินต่ำที่สุด
- ค่าพี่เลี้ยงหรือเนอสเซอรี่ ถ้าทั้งคู่ต้องทำงาน ก้อนนี้มักใหญ่ที่สุด
- ค่ารักษาพยาบาลเวลาเจ็บป่วย ซึ่งเด็กเล็กป่วยบ่อยกว่าที่คาด
- ค่าเดินทางและค่าของใช้ที่เพิ่มขึ้นตามตัว
รายจ่ายระยะยาวที่ต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้
ค่าเล่าเรียนคือก้อนที่ใหญ่ที่สุดและคาดการณ์ได้ล่วงหน้ามากที่สุด ข้อดีคือเรามีเวลาเตรียมหลายปี ข้อเสียคือคนส่วนใหญ่เริ่มคิดตอนที่เหลือเวลาน้อยแล้ว
การเริ่มเก็บเดือนละไม่กี่พันตั้งแต่ลูกยังเล็ก ได้ผลต่างกับการเริ่มเก็บตอนลูกใกล้เข้าโรงเรียนอย่างมาก เพราะมีเวลาให้ดอกผลทำงาน
ลำดับที่ควรเตรียม ก่อนหลัง
**1. เงินสำรองฉุกเฉินก่อนเสมอ** ควรมีอย่างน้อย 6 เดือนของรายจ่ายครอบครัว เพราะเมื่อมีลูก ความสามารถในการรับความเสี่ยงจะลดลงทันที การตกงานหนึ่งเดือนตอนมีลูกเล็กหนักกว่าตอนอยู่สองคนมาก
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย