อาการชาที่ปลายมือปลายเท้าเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเคยเจอ ส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเพราะนั่งทับหรือนอนทับ สักพักก็หายไปเอง ซึ่งก็จริงในหลายกรณี แต่ถ้าอาการชาเกิดขึ้นบ่อย เป็นทั้งสองข้าง หรือเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ นั่นคือสัญญาณที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะมันอาจกำลังบอกว่าเส้นประสาทกำลังเสียหายอยู่เงียบๆ
อาการชาเกิดจากอะไร
ความรู้สึกที่ปลายมือปลายเท้าเดินทางผ่านเส้นประสาทส่วนปลายไปยังสมอง เมื่อเส้นทางนี้ถูกรบกวน ไม่ว่าจะจากการกดทับ การขาดเลือดไปเลี้ยง หรือตัวเส้นประสาทเองเสียหาย สมองก็จะได้รับสัญญาณผิดเพี้ยน กลายเป็นอาการชา เหน็บ ยิบๆ เหมือนมดไต่ หรือแสบร้อน
สาเหตุที่พบบ่อย
**1. เบาหวานหรือน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง** นี่คือสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการชาปลายเท้าทั้งสองข้าง น้ำตาลที่สูงนานๆ ทำลายเส้นประสาทส่วนปลายอย่างช้าๆ อาการมักเริ่มที่ปลายเท้าก่อนแล้วค่อยไล่ขึ้นมา
**2. ขาดวิตามินบี โดยเฉพาะบี 12** พบบ่อยในคนกินมังสวิรัติเคร่งครัด ผู้สูงอายุ คนที่ดื่มแอลกอฮอล์หนัก และคนที่กินยาลดกรดหรือยาเบาหวานบางชนิดต่อเนื่องนานๆ
**3. เส้นประสาทถูกกดทับ** เช่น กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือในคนที่ใช้เมาส์และพิมพ์งานนานๆ จะชาที่นิ้วโป้ง ชี้ กลาง มักเป็นตอนกลางคืนจนตื่น หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่คอและเอว ซึ่งจะชาร้าวลงแขนหรือลงขาข้างเดียว
**4. ปลายประสาทอักเสบจากแอลกอฮอล์** การดื่มหนักต่อเนื่องทำลายเส้นประสาทโดยตรงและทำให้ขาดวิตามินบีร่วมด้วย
**5. ปัญหาไทรอยด์ ไตเรื้อรัง หรือผลข้างเคียงของยาบางชนิด** เช่น ยาเคมีบำบัดบางตัว
**6. การไหลเวียนเลือดไม่ดี** โดยเฉพาะในคนสูบบุหรี่จัดและคนที่มีไขมันในเลือดสูง
สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์
- ชาร่วมกับ **อ่อนแรง** ยกแขนขาไม่ขึ้น หรือเดินเซ
- ชาเกิดขึ้นฉับพลันพร้อมกับปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง ให้ไปโรงพยาบาลทันที
- ชาลามขึ้นเรื่อยๆ จากปลายเท้าไล่ขึ้นมา
- ชาร่วมกับควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
- ชาที่เท้าในคนเป็นเบาหวาน โดยเฉพาะถ้ามีแผลที่เท้าร่วมด้วย เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลามโดยไม่รู้สึกเจ็บ
วิธีดูแลตัวเองที่ช่วยได้จริง
**คุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์** ถ้าเป็นเบาหวาน นี่คือสิ่งเดียวที่ชะลอความเสียหายของเส้นประสาทได้ชัดเจนที่สุด
**ปรับท่าทางการใช้งาน** ถ้าชาจากข้อมือ ให้พักมือทุกสามสิบถึงสี่สิบห้านาที ปรับความสูงโต๊ะและเมาส์ให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง ไม่งอขึ้นหรือกดลง บางคนใส่เฝือกอ่อนข้อมือตอนนอนแล้วอาการดีขึ้นชัดเจน
**เคลื่อนไหวให้เลือดไหลเวียน** เดินวันละ 20 ถึง 30 นาที ช่วยการไหลเวียนเลือดที่ปลายมือปลายเท้าโดยตรง คนที่นั่งทำงานนานควรลุกยืดทุกชั่วโมง
**กินอาหารที่มีวิตามินบีให้พอ** เช่น ปลา ไข่ ตับ นม ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว คนกินมังสวิรัติควรปรึกษาแพทย์เรื่องการเสริมบี 12
**เลิกบุหรี่และลดแอลกอฮอล์** ทั้งสองอย่างทำร้ายเส้นประสาทและหลอดเลือดฝอยโดยตรง
**ดูแลเท้าทุกวันถ้าเป็นเบาหวาน** สำรวจฝ่าเท้าและซอกนิ้วทุกวันว่ามีแผลไหม เพราะเท้าที่ชาจะไม่รู้สึกเจ็บ แผลเล็กๆ จึงลุกลามได้โดยไม่รู้ตัว สวมรองเท้าที่พอดี ไม่เดินเท้าเปล่า
สิ่งที่ควรเลี่ยง
อย่าซื้อวิตามินขนาดสูงมากินเองต่อเนื่องโดยไม่ตรวจ เพราะวิตามินบี 6 ในขนาดสูงเกินไปนานๆ กลับทำให้ปลายประสาทอักเสบได้เอง และอย่าใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแช่น้ำร้อนกับเท้าที่ชา เพราะจะไม่รู้สึกร้อนจนลวกเป็นแผลได้
สรุป
อาการชาที่เป็นครั้งคราวจากการนั่งทับไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่อาการชาที่เป็นทั้งสองข้าง เป็นบ่อย หรือค่อยๆ ลามขึ้น คือสัญญาณที่ควรไปตรวจเลือดหาสาเหตุ โดยเฉพาะเรื่องน้ำตาลและวิตามินบี 12 เพราะถ้าจับได้เร็ว เส้นประสาทยังฟื้นได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานความเสียหายบางส่วนจะกลายเป็นถาวร
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย