เรื่องที่พ่อแม่หลายคนเจอคือลูกกลับบ้านมาเงียบผิดปกติ ถามอะไรก็บอกว่าไม่มีอะไร แต่ไม่อยากไปโรงเรียนบ่อยขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะรู้ว่าลูกโดนแกล้งก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว
สถิติจากหลายประเทศตรงกันว่าเด็กที่โดนแกล้งส่วนใหญ่ไม่บอกผู้ใหญ่ เหตุผลหลักไม่ใช่ความอาย แต่คือความกลัวว่าถ้าบอกแล้วผู้ใหญ่จะไปจัดการแบบผิดวิธี จนตัวเองโดนหนักกว่าเดิม การรู้ว่าจะรับมือยังไงจึงสำคัญพอๆ กับการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
สัญญาณที่ควรสังเกต
- ไม่อยากไปโรงเรียนอย่างกะทันหัน หรือปวดท้องปวดหัวทุกเช้าวันธรรมดาแต่หายในวันหยุด
- ของใช้หายบ่อย เสื้อผ้าขาด หรือมีรอยแผลที่อธิบายไม่ชัดเจน
- นอนไม่หลับ ฝันร้าย เบื่ออาหาร หรือกินมากผิดปกติ
- เลิกพูดถึงเพื่อน ทั้งที่เคยเล่าเรื่องเพื่อนทุกวัน
- ผลการเรียนตกลงโดยไม่มีสาเหตุอื่นชัดเจน
- หงุดหงิดง่ายผิดปกติ หรือเริ่มพูดถึงตัวเองในแง่ลบ เช่น ไม่มีใครชอบหนู
1. ฟังให้จบก่อนโดยไม่ตกใจใส่
สิ่งแรกที่ลูกจับได้คือปฏิกิริยาของเรา ถ้าเราตกใจ โมโห หรือพูดทันทีว่าเดี๋ยวแม่ไปโรงเรียนพรุ่งนี้ ลูกจะรู้สึกว่าเรื่องกำลังบานปลายและอาจปิดปากเงียบ พยายามฟังจนจบ ถามด้วยน้ำเสียงปกติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครอยู่ตรงนั้น เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
2. บอกให้ชัดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของลูก
เด็กที่โดนแกล้งนานๆ มักเริ่มเชื่อว่าตัวเองมีอะไรผิดปกติ ประโยคที่ควรพูดตรงๆ คือ **สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของหนู และไม่มีใครสมควรโดนแบบนี้** ประโยคง่ายๆ แบบนี้สำคัญกว่าคำแนะนำใดๆ ในช่วงแรก
หลีกเลี่ยงคำพูดที่ฟังดูเหมือนโทษลูก เช่น ทำไมไม่สู้กลับ หรือ หนูไปทำอะไรเขาหรือเปล่า แม้จะไม่ได้ตั้งใจโทษก็ตาม
3. จดบันทึกเหตุการณ์ไว้
เขียนวันที่ เวลา สถานที่ ใครเกี่ยวข้อง เกิดอะไรขึ้น มีใครเห็น ถ้าเป็นการแกล้งทางออนไลน์ให้บันทึกหน้าจอเก็บไว้ บันทึกนี้จะเป็นหลักฐานสำคัญเวลาคุยกับโรงเรียน เพราะการเล่าลอยๆ ว่าลูกโดนแกล้งบ่อยมักไม่นำไปสู่การแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
4. คุยกับครูอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ไปเผชิญหน้ากับเด็ก
**อย่าไปคุยกับเด็กที่แกล้งลูกหรือพ่อแม่ของเด็กคนนั้นโดยตรง** เพราะมักจบด้วยการปะทะกันของผู้ใหญ่และไม่ช่วยลูกเลย ให้ติดต่อครูประจำชั้นก่อน นัดคุยแบบเป็นทางการ นำบันทึกไปด้วย และขอให้ระบุแผนติดตามผลที่ชัดเจนว่าโรงเรียนจะทำอะไรและจะแจ้งกลับเมื่อไหร่
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย